การวิเคราะห์ความซับซ้อน 4 มิติของผู้ประกอบการ (SMEs) ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ขึ้นไป
เนื้อหาบทความหลัก
บทคัดย่อ
ผู้ประกอบการ (SMEs) ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 10 ล้านบาท ขึ้นไป มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงาน รายได้ภาษี และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของธุรกิจทำให้ SMEs กลุ่มนี้ต้องเผชิญความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างองค์กร ระบบบัญชี การเงิน ภาษี และการควบคุมภายใน ความซับซ้อนดังกล่าวอาจเกิดจากความไม่พร้อมของระบบสารสนเทศ บุคลากรที่มีทักษะไม่เพียงพอ และกฎระเบียบที่ตีความยาก
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สาเหตุของความซับซ้อนเชิงองค์กรใน SMEs
ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ขึ้นไป (2) ประเมินผลกระทบต่อระบบบัญชี การเงิน ภาษี และการกำกับดูแลกิจการ และ (3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการความซับซ้อนดังกล่าวอย่างเป็นระบบ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีเครื่องมือวิจัย ได้แก่ (1) การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Literature Review) จากแหล่งข้อมูลทางวิชาการและรายงานองค์กรระดับชาติและนานาชาติ (2) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อจำแนกประเด็นความซับซ้อนเชิงระบบ และ (3) การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) ระหว่าง SMEs ทุนต่ำและทุนสูง เพื่อระบุความแตกต่างของความซับซ้อนองค์กร โดยอาศัยกรอบทฤษฎีร่วมสมัย 4 ชุด ได้แก่ Organizational Complexity Theory, Digital AIS Theory, COSO ERM Framework และ Contemporary Corporate Governance Theory ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ (SMEs) ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่
10 ล้านบาท ขึ้นไป กำลังเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การบริหารแบบมืออาชีพ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านข้อมูล ความผิดพลาดทางบัญชี การจัดการต้นทุนที่ไม่แม่นยำ และการกำกับดูแลที่อ่อนแอ การยกระดับระบบสารสนเทศทางบัญชี การนำกรอบ COSO ERM มาปรับใช้ การพัฒนาทักษะบุคลากร และการจัดทำระบบธรรมาภิบาลที่เหมาะสมเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถลดความซับซ้อนและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล