การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2

เนื้อหาบทความหลัก

โชติพัฒน์ กันพูล
สมนึก การีเวท

บทคัดย่อ

 


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษา
ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 2) เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 จำนวน 296 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และ
มอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970: 608) และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.87-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบค่าเอฟ (F-test)


            ผลการวิจัยพบว่า 1. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (= 4.14, S.D. = 0.406) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ ด้านการบริหารทั่วไป (= 4.44, S.D. = 0.493) รองลงมาคือ ด้านการบริหารวิชาการ (= 4.25, S.D. = 0.561)และด้านการบริหารงานบุคคล (= 4.01, S.D. = 0.654) ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีการปฏิบัติต่ำสุด คือ ด้านการบริหารงบประมาณ (= 4.01, S.D. = 0.708) 2. ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษา พบว่า ข้าราชการครูที่มีตำแหน่งต่างกัน มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของโรงเรียน ไม่แตกต่างในการใช้เทคโนโลยี 3. แนวทางการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษา จากการสังเคราะห์ผลการวิจัย ผู้วิจัยขอเสนอแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการสถานศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเรียงลำดับตามความสำคัญของผลการวิจัย ดังนี้ 1) ด้านการบริหารทั่วไป ควรยกระดับสู่การเป็นสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Office) โดยการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-Saraban) ในการรับ-ส่งและจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ การใช้แอปพลิเคชันและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารประสานงานภายในองค์กรและการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสู่ชุมชนและผู้ปกครอง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการอาคารสถานที่และความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) ด้านการบริหารวิชาการ ควรส่งเสริมให้มีการนำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการหลักสูตรและการเรียนรู้ (LMS) อย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาคลังสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ (Digital Content Bank) ที่ครูสามารถแลกเปลี่ยนและเข้าถึงได้สะดวก รวมถึงการนำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data) มาใช้ในการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลเพื่อการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพผ่านระบบออนไลน์ (Online PLC) 3) ด้านการบริหารงานบุคคล ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคลากรให้เป็นฐานข้อมูลเดียว (Single Database) ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติ การพัฒนาตนเอง และการปฏิบัติงานเข้าด้วยกัน การส่งเสริมและพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ให้แก่ครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านระบบ E-Training และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานและการเลื่อนวิทยฐานะ (Digital Performance Appraisal) เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรม 4) ด้านการบริหารงบประมาณ ควรผลักดันให้ใช้ระบบบัญชีบนคลาวด์ (Cloud Accounting) เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบันและตรวจสอบได้แบบ Real-time การปรับเปลี่ยนกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณเข้าสู่ระบบ
E-Payment เต็มรูปแบบเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้เงินสด และการจัดทำหน้าจรสรุปข้อมูลสารสนเทศ (Dashboard) เพื่อติดตามสถานะการใช้งบประมาณให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจวางแผนการเงินได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว

รายละเอียดบทความ

วิธีการอ้างอิง
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. (2026). การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เบญจมิตรวิชาการ ครั้งที่ 16, 3(3-2), 242-260. https://benjamit.thonburi-u.ac.th/ojs/index.php/bmv16/article/view/568
ส่วน
บทความวิจัย

วิธีการอ้างอิง

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2. (2026). การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เบญจมิตรวิชาการ ครั้งที่ 16, 3(3-2), 242-260. https://benjamit.thonburi-u.ac.th/ojs/index.php/bmv16/article/view/568