การทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1
เนื้อหาบทความหลัก
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา 2. เพื่อเปรียบเทียบการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงานและขนาดของสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาแนวทางการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต1 ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรการคำ นวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของยามาเน่ (Yamane. 1967) เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Simple Stratified Sampling) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ
317 คน โดยใช้ขนาดของโรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่มและการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .980 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) และสถิติค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา โดยภาพรวม
มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ครูและผู้บริหารมีความคิดเห็นต่อการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา
โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมีส่วนร่วมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามขนาดสถานศึกษา และประสบการณ์การดำรงตำแหน่งปัจจุบันมีความคิดเห็นต่อการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3)
แนวทางการพัฒนาการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการสื่อสาร 2) ด้านการมีเป้าหมายเดียวกัน 3) ด้านการไว้วางใจซึ่งกันและกัน 4) ด้านการมีส่วนร่วม 5) ด้านการประสานงาน 6) ด้านความร่วมมือ