การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรีเขต 2
เนื้อหาบทความหลัก
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 และ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูที่มีต่อการบริหารงานวิชาการ จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และขนาดของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง กำหนดจากตาราง เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan. 1970) ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จำนวน 298 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00
ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test One-way ANOVA
ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารงานวิชาการโดยภาพรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา รองลงมาคือ การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของครู พบว่า โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จำแนกเพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและขนาดของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. แนวทางในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำทางวิชาการ (Instructional Leader) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การพัฒนาอย่างเป็นระบบ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างยั่งยืน. มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครูชุมชนและผู้ปกครองใช้มาตรฐานการเรียนรู้เป็นฐานพัฒนาการจัดการเชิงรุกใช้สื่อและและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมมีการนิเทศติดตามแบบกัลยาณมิตรและส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน